หลังโพสต์ขายชุดหมา สงสัยไหม ทำไมมีแต่ Like ลูกค้าไม่ซื้อ

โพสต์ Facebook ไปแล้วก็ตั้งเยอะ ทำไมลูกค้าไม่ซื้อ 


เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยมีปัญหานี้ ที่โพสต์ขายสินค้าทั้งทางหน้าเพจ ทางเฟซบุ๊คส่วนตัว แชร์ลงในกลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่ทำโฆษณาก็เเล้ว สิ่งที่ได้รับกลับมามีแต่ยอด Like ยอดขายนั้นเงียบฉี่ มีหลุดมาหาบ้างไม่กี่ออเดอร์ เคยสงสัยกันไหมคะว่า...

หลังลูกค้าเห็นโพสต์ที่เราขายของ พอเขากด Like แล้วเขาทำอะไรต่อ ทำไมบางคนซื้อ ทำไมบางคนไม่ซื้อ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของคนเล่น Facebook ว่าคืออะไร ? 


นี่คือสิ่งเบสิคที่สุด แต่หลายๆ คนลืมไปว่า Facebook แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น เกิดขึ้นมาเพื่อเป็น "สื่อสังคม" ที่เชื่อมโยงคนบนโลกออฟไลน์ ให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันบนสื่อออนไลน์




Facebook ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้คนขายของ 


แต่เมื่อเกิดกลุ่มสังคมขนาดใหญ่ขึ้นมา การขายสินค้าก็ตามมาด้วย อารมณ์เหมือนที่ตรงนี้ทำเลดี คนสัญจรเยอะ ถ้าเราเปิดร้านค้า ร้านอาหาร ก็จะมีคนเห็น มีคนซื้อ 


คนเล่น Facebook ไม่ได้เปิดแอพเข้ามาเพื่อซื้อของเป็นหลัก 


ส่วนใหญ่ก็เปิดเช็คดูว่าวันนี้ตั้งสเตตัสไปแล้ว มีใครมา Comment ให้เราบ้าง สเตตัสของเพื่อนๆ ชาวบ้านชาวช่องเป็นอย่างไร และถ้าเกิดว่าไถหน้าจอเลื่อนเจออะไรน่าสนใจ ก็อาจจะซื้อก็ได้ มือลั่นว่างั้นเถอะ การมือลั่นของลูกค้าบน Facebook นั้นมาจากการถูกกระตุ้นด้วยโพสต์ของพ่อค้าแม่ค้าอย่างเราๆ นี่แหละ ที่อาศัยพื้นที่ที่มีคนเข้ามา มีคนสัญจรเยอะๆ ประกาศขายสินค้าลงไป 



นึกถึงก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ ที่ปั่นผ่านหน้าบ้าน เราดูทีวีอยู่ดีๆ รถก๋วยเตี๋ยวมาตะโกนขายหน้าบ้านพอดี เรานึกอยากกินก็เลยซื้อ แต่กับกรณีที่เราอยากกินอาหารนอกบ้าน เราจะคิดชื่อร้าน หาเมนูไว้ก่อน ว่าจะไปกินอะไรที่ไหน การขายของใน Facebook นั้นจะเหมือนกรณีก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ มากกว่า


ลูกค้าเห็นโพสต์ กด Like ให้แต่ไม่ซื้อ ไถจอผ่านไปเลย 

ง่ายๆ เลยคือลูกค้าไม่สนใจสินค้า นอกจากลูกค้าจะไม่อยากได้แล้ว  นั่นเพราะว่าเขา "ไม่มีปัญหาอะไร ที่ต้องให้สินค้านี้มาแก้ไข"


ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้าหลายๆ คนจึงพยายามชี้ให้ลูกค้าเห็น Pain เห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อไม่ใช้สินค้านั้น ซึ่งเทคนิคในการเขียนแคปชั่นนั้นผู้อ่านสามารถนำเทคนิคนี้ลองไปฝึกกันได้ที่ ถอดรหัส เขียนแคปชั่นขายสินค้าสัตว์เลี้ยง แบบขั้นบันได


ทีนี้ถ้าลูกค้าไถหน้าจอผ่านไปเลย เราจะทำอย่างไรดี ? 


เวลารถก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ วิ่งมาขายผ่านหน้าบ้าน ต่อให้ลูกค้าได้ยิน ไม่ว่าจะอยากกินหรือไม่อยากกิน ถ้าไม่ออกมาซื้อพ่อค้าก็ขับรถผ่านไปเลย แต่ลูกค้าจะรู้แล้วว่า เออ..บ้านเรามีก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ วิ่งเข้ามาขายนะ วันหลังค่อยซื้อกินก็ได้ 

ตรงนี้แหละ ที่รถก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ ได้ทำให้ลูกค้ารู้จักเเล้ว (Awareness) 


ถ้าวันหลังรถก๋วยเตี๋ยวเข้ามาที่หมู่บ้านนี้อีก ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้ เพราะลูกค้าได้รู้จักแล้ว หรือก็คือ Remarketing ที่เป็นการโฆษณาซ้ำให้ลูกค้าคนเดิมรับรู้และจำได้ ซึ่งหากได้การกระตุ้นซ้ำอีกครั้ง ก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ ก็จะมีแนวโน้มขายได้ในครั้งที่ 2,3,4 หรือครั้งที่ 5 กว่าลูกค้าคนที่เคยได้ยินเสียงป๊อกๆ บ่อยๆ จะตัดสินใจซื้อ 


แล้วถามว่า ทุกวันนี้ที่เราใช้ Facebook ส่วนตัวขายของ เราเคยทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ซ้ำกับลูกค้าคนเดิมไหม ?


ปกติแล้ว การใช้ Facebook ส่วนตัวขายของ สิ่งที่เรามักจะทำกันก็คือ 

  1. โพสต์ขายแบบตั้งสเตตัสให้ขึ้นหน้า Feed แล้วคนที่เป็นเพื่อนกับเราจะได้เห็นโพสต์ 

  2. โพสต์ขายตามกลุ่มน้องหมาต่างๆ ไปเรื่อยๆ 

การโพสต์ไปเรื่อยๆ แบบนี้ เหมือนหว่านโดยที่คาดหวังว่าต้องมีลูกค้าอยากได้บ้างจากการโพสต์ขายบ่อยๆ ของเรา โดยที่เราไม่ได้คำนึงถึงเลยว่า กลุ่มลูกค้าเมื่อวานก่อนที่เห็นโพสต์ของเรา กับคนที่เห็นในวันนี้ เป็นคนเดียวกัน กับกลุ่มเดียวกันหรือไม่ 

หากเทียบกับร้านก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ ที่วิ่งมาขายซ้ำผ่านหมู่บ้านเดิม ผ่านบ้านหลังเดิม ที่เจ้าของบ้านนั้นเป็นคนเดิมที่อาศัยอยู่ การโพสต์ขายใน Facebook หรือแม้แต่กลุ่มต่างๆ จะไม่เหมือนกรณีก๋วยเตี๋ยวแล้ว เพราะว่าผู้ที่เห็นโพสต์อาจจะเป็นสมาชิกกลุ่ม แต่ไม่ใช่คนเดิมกับที่เห็นเมื่อวันก่อน

ในเมื่อเป็นแบบนี้แสดงว่าเราเร่ขายแบบหว่าน หาลูกค้าแบบหวังน้ำบ่อหน้าไปเรื่อยๆ 


แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะโฆษณาให้ลูกค้าคนเดิมได้รับรู้ และจำได้เหมือนกับรถก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ 


ก่อนอื่น เรามารู้จักลำดับขั้นของการซื้อขายสินค้าใน Facebook กันก่อนค่ะ ว่าหลังจากที่ลูกค้าไถนิ้วผ่านๆ หรือแวะกด Like Comment ให้เราแล้ว ลูกค้าทำอะไรต่อ ทำไมบางคนถึงซื้อ บางคนไม่ซื้อ 



ลองมองเป็นขั้นบันได กว่าลูกค้าคนหนึ่งจะซื้อสินค้า


ตั้งเเต่บันไดขั้นแรก คือเราเพิ่งโพสต์ขายสินค้าไป และลูกค้าแค่เห็นโพสต์ ไล่ไปจนปิดการขายได้ หากสินค้านั้นไม่ใช่อะไรที่ลูกค้าตามหามานาน จนทำใหแค่บันไดขั้นแรกก็โดดไปปิดการขายได้เลย 

เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หากเรามีสินค้า แต่ลูกค้าที่อยู่ใน Facebook เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อเจตนาซื้อขาย เพราะคนตั้งใจจะซื้อของส่วนใหญ่ ถ้าไม่ Google หาก็พุ่งตรงเข้ากลุ่มขายของเลย กว่าลูกค้าจะซื้อได้ ต้องผ่านบันไดตั้งกี่ขั้น ที่เราจะใช้โน้มน้าวลูกค้าให้เกิดความต้องการจนกระทั่งซื้อสินค้าในที่สุด 


ลองมาไล่ดูทีละขั้นบันไดนะคะ 

  1. เราเพิ่งลงขายสินค้าครั้งแรก ลูกค้าก็เห็นครั้งแรก ต่างฝ่ายต่างครั้งแรกกันทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนว่ามีโอกาสที่ลูกค้าจะเเค่เห็นแล้วก็ผ่านไป 

  2. เราลงขายใหม่ โพสต์ครั้งที่ 2 ที่ 3 ไปเรื่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบทั้งข้อความ รูปภาพ วิดีโอ ลูกค้าก็อยู่ในขั้นตอนถูก Remarketing 

  3. หากลูกค้าเริ่มสนใจ มีสิทธิ์ที่จะโดดไปสู่การปิดการขายได้เลย หรือไม่ก็หาข้อมูลสินค้าและรีวิวต่างๆ ดูก่อน ซึ่งข้อนี้สำคัญมาก หากร้านเราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ซัพพอร์ต แล้วเขาไปเจอข้อมูลนี้กับคนอื่น จากที่เริ่มต้นอยากซื้อของกับเรา เขาก็อาจจะหลุดไปเป็นลูกค้าคนอื่นได้ เพราะเจอรีวิวของคนอื่นมา 

  4. ถ้าลูกค้าไม่สนใจ โพสต์บ่อยๆ ไม่มีใครซื้อ ค่อยนำเสนอโปรโมชั่น ซึ่งส่วนใหญ่คนมักใช้โปรโมชั่นตั้งแต่บันไดขั้นแรกเลยก็มี ถ้าไม่ใช่ร้านค้าสายเปย์ อยากให้จัดโปรแบบมีสติค่ะ 

  5. ในขั้นตอนปิดการขาย อยู่ที่ข้อเสนอที่น่าสนใจ และทักษะในการปิดการขายของเราแล้ว 

  6. บริการหลังการขาย อาจจะเสริ์ฟด้วยรีวิวการดูแลสินค้าหลังซื้อ เป็นต้น 


ประเด็นคือ เราได้ทำการ Remarketing ลูกค้าถูกกลุ่มไหม และเป็นกลุ่มเดิมที่ถูกต้องหรือเปล่า ?


อย่างที่ได้พูดถึงช่วงกลางบทความว่า หากเราขายของใน Facebook ส่วนตัวนั้น เหมือนกับการขายหว่านไปเรื่อยๆ โพสต์ย้ายกลุ่มไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยมีการเก็บข้อมูลเลยว่าใครบ้างที่เคยเห็นโพสต์เราเเล้ว ใครเพิ่งเคยเห็นครั้งเเรก เพราะถ้าหากจำแนกได้ จะสะดวกต่อการทำการตลาดแบบ Remarketing เป็นอย่างมาก 

ซึ่งน่าเสียดาย ที่ส่วนใหญ่ โพสต์ไปเรื่อยๆ ไม่เคยสนใจตรงนี้เลย คาดหวังเเค่ใครสักคนที่เห็นโพสต์แล้วมาสั่งซื้อ 


การขายในหน้า Facebook ส่วนตัว ในกลุ่มแบบถี่ๆ มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะทำให้ลูกค้ารำคาญ 


จริงอยู่ว่าคนที่ขายดีด้วยวิธีนี้มากมาย แต่เคยสังเกตตัวเองไหมว่า บางโพสต์ที่ขายสินค้าชอบมีคนมาคอมเมนท์ปักหมุด และมันเเจ้งเตือนบ่อยๆ จนเรารำคาญ แม้ว่าจะมีฟังก์ชั่นปิดการแจ้งเตือนที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ปิดกัน พอโดนแจ้งเตือนบ่อยเกินไป เราก็รำคาญและปิดหนีการเจ้งเตือนนั้น 


บางโพสต์เราก็เห็นบ่อยๆ จากคนเดิมๆ ที่เอาแต่โพสต์ขายของจนรำคาญกดเลิกติดตาม หรือไม่ก็ Unfriend ไป เราจะมัวมาแก้ปัญหาด้วยการโพสต์เชิงขอร้อง ว่าอย่ารำคาญกันเลย คนค้าขายทำมาหากิน ก็ใช้ว่า Friend ทุกคนจะเข้าใจ อย่าลืมว่าบางคนอาจจะไม่กล้ากดยกเลิกการเป็นเพื่อน เพราะเกรงใจ แต่เขาสามารถกดซ่อนฟีดและไม่สั่งซื้อของเราได้เช่นกัน หากเราเอาแต่โพสต์ขายของมากจนเกินไป 


ใช่! ที่มีคนจำนวนมากใช้ Facebook ส่วนตัวขายของรุ่ง แต่ก็มีจำนวนที่มากกว่าที่ไปไม่ค่อยรอด 

จะดีกว่าไหม ถ้าเราโพสต์ขายอย่างมีศิลปะและใช้เครื่องมือทุ่นแรงได้ 


Facebook Group : เราสามารถรวบรวมกลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยการสร้างกลุ่มเป็นของตัวเองได้ เมื่อเรามีกลุ่มเป็นของตัวเองเราก็สามารถทำการขายและ Remarketing ในพื้นที่ของเราได้หลายครั้ง อีกทั้งยังเป็นกลุ่มเป้าหมายเดิม คนเดิมที่มี Awareness กับเราแล้ว 


แต่ความยากของการทำกลุ่ม Facebook คือการบริหารเนื้อหาและการทำให้กลุ่มมีความเคลื่อนไหว มีการเจริญเติบโต เพราะหลายๆ คนทำกลุ่มจนดัง มีสมาชิกมากมาย นั่นเป็นเพราะสามารถกระตุ้นให้สมาชิกมีส่วนร่วมได้ แต่หากมีสมาชิกมากเกินไปจนเกินควบคุม Impack ของตัวแอดมินเองอาจถูกสมาชิกในกลุ่มกลืนหายไปได้ 


และความยากอีกข้อหนึ่งคือ ทำแล้วกลุ่มเงียบ ร้าง ไม่มีการเคลื่อนไหว ดังนั้นการทำ Facebook Group เป็นของตัวเองจึงถือว่าเป็นศิลปะในการบริหาร Community อย่างหนึ่ง 


Fanpage : ด้วยความที่พี่มาร์คกด Reach จนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน คนมองแทบไม่เห็นเวลาโพสต์อะไรในแต่ละครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยมนั่นก็คือการทำ Facebook Ad หรือการโฆษณาที่เวลาเราเห็นโพสต์ มักจะขึ้นคำว่าได้รับการสนับสนุนนั่นแหละ 


ซึ่งในส่วนนี้มีวิธีการมากมาย และหลายเครื่องมือที่จะทำให้เราสามารถใช้ Facebook ขายของได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการ Remarketing แบบก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ ด้วย


ดังนั้นหลังจากที่เราโพสต์ขายของไปแล้ว มีลูกค้ามากด Like แล้ว บทความนี้ก็น่าจะตอบผู้อ่านได้บางส่วนแล้วว่าทำไมลูกค้าถึงซื้อ และทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อ รวมทั้งทราบเบื้องต้นแล้วว่าเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะเราได้รู้แล้วว่าในการโพสต์ของเราแต่ละครั้ง อยู่ที่บันไดขั้นไหนของการขายของ

เราไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้ด้วยวิธีการเดิมๆ 

ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ

สินค้าที่คล้ายกัน

เรายังไม่มีสินค้าที่จะแสดงในตอนนี้

เรายังไม่มีสินค้าที่จะแสดงในตอนนี้

เรายังไม่มีสินค้าที่จะแสดงในตอนนี้

เรายังไม่มีสินค้าที่จะแสดงในตอนนี้

Copyright © 2020 Dogby-Doo! All rights reserved.